วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ชายไทยคนหนึ่งกับรันเวย์แสนล้าน

อย่าไปว่าเป็นตัวเสนียด ไปที่ไหนก็สร้างความวิบัติให้ที่นั่นเลยครับ ให้เข้าใจว่า ทักษิณเป็นคน "หนักบุญ-หนักบารมี" ก็ด้วยความหนักของท่าน ไปเหยียบที่ไหน ก็สะท้าน-สะเทือนที่นั้น เมื่อไปยึดฮ่องกงเป็นสถานที่ฉลองวันเกิดพรุ่งนี้ (๒๖ กรกฎา) ด้วยบารมีมารพลันเกิดไต้ฝุ่น "วีเซนเต" ถล่มฮ่องกงหนักสุดในรอบ ๑๓ ปี ก็อยากบอกรัฐมนตรี-ส.ส.-สมุน ที่จะบินไปยกไข่-ยกขันอวยพร ...หูไวหน่อย ถ้าได้ยินกัปตันประกาศ We are now floating in Repulse Bay. ละก็...ตะโกนเบิร์ธเดย์ แอนด์ กู๊ดบาย คร้าบบบบเจ้านาย กันตรงนั้นได้เลย!
    เพื่อให้เห็นภาพตอนวีเซนเตเข้าถล่ม ลองอ่านที่ "ผู้สื่อข่าวกิตติมศักดิ์" ของเว็บไทยโพสต์รายงานไว้หน่อยดีมั้ย ก็หลายตอน แต่เอาตอนเดียวพอได้กลิ่น-ได้บรรยากาศ อ่านดูนะครับ
    Siri Pienthong 
    เอ้อ..พี่จิ หนูหลับไม่ลงจริงๆ นี่ก็ตี 3.26 am ทั้งฝนทั้งลมแรงได้ใจจริงๆ ลมปะทะกระจกหวั่นๆ อยู่เหมือนมันจะแตกมั้ย นอนไม่ได้ ทรมานชิบเลยพี่จิ...บางพื้นที่ดินถล่มลงมาแล้วทางการประกาศ หลังจากรายงานตอนเที่ยงคืน หันไปดูทีวีอีกที อ้าวรัฐแจ้งไต้ฝุ่นเบอร์ 10 ซะงั้น เร็วกว่าที่คาดกันไว้ ปักกิ่ง (Beijing) ฝนตกกระหน่ำน้ำท่วมเมือง-ไต้ฝุ่นเข้าฮ่องกง หนูอยู่มาเกือบสิบปียังไม่เคยเจออะไรจะขนาดนี้ 
    เช้านี้คาดว่าตลาดหุ้นฮ่องกงคงปิด CLSA คงต้องลิงค์ออฟฟิศที่ S'apore ทำงานกันชั่วคราว สามีก็คงต้องตื่นตีห้าทำงานไม่ได้หยุด..อยากจะบอกพี่น้องแดงทั้งหลาย กลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวเถอะ กินอยู่อย่างพอเพียง หวังว่าพายุที่กระหน่ำอยู่เกาะฮ่องกง ณ ตอนนี้วันนี้ เตือนตนเองบ้างเมื่อภัยธรรมชาติมาถึง ตัวเขามีเรือบิน เขาจะไปไหนก็ได้ภายในไม่ถึงสิบนาที แต่พี่น้องเสื้อแดงก็คงจมอยู่กลางทะเล ศพก็ลอยให้ฝูงแร้งมันกิน. 
    อ้าว...ที่เกาะฮ่องกงมี "แร้งทะเล" ด้วยหรือครับ คงเพิ่งบินมากันระยะนี้กระมัง เป็นแร้งเชื้อชาติ-สัญชาติอะไร ช่วยส่องกล้องแล้วรายงานอีกทีเถอะน่าคุณ Siri 
    ได้ข่าวว่าวีเซนเตจากจีนแล้วจะไปเวียดนาม ก็คงสะบัดหางเป็นฝนสาดกระเซ็นเข้ามาเมืองไทยทางอีสาน-เหนือบ้างหรอก ก็ดีครับต้นหมาก-ต้นไม้ที่ผมลงไว้จะได้ไม่สิ้นลมหายใจไปต่อหน้า-ต่อตา อีแร้งลง ผมไม่ว่าซักคำ แต่แล้งเพราะฝนไม่ลงนี่ซีครับ....
    ก็ไม่ว่าอีกนั่นแหละ แค่คิดยังไม่กล้าเลยครับ กับการต่อว่าฟ้าฝน แต่ว่าใกล้จะเข้าพรรษาแล้ว...ท่านเทวดาจ๋า โปรดตกจั๊กๆ ตามต่างจังหวัดแถบภาคกลางแทนในกรุงซัก ๗ วันเถอะน่า ไม้ดอก ไม้แดก ตลอดถึงผักหญ้านาข้าวจะได้เขียว!
    ที่ผมขอเฉพาะภาคกลาง เพราะทางเหนือ-อีสานคงไม่ต้องขอ ถ้าจะขอ ก็คงต้องขอว่า.....ทั้งพระพิรุณ ทั้งแม่พระคงคา และทั้งแม่พระธรณี โปรดอย่าพิโรธโกรธเกรี้ยว เชี่ยวกรากมาชนิดสะท้าน-สะเทือน-ถล่มทลาย พลิกเสาหงายชี้ฟ้า พลิกหลังคาจมดินเลย
    การบ้าน-การเมืองล่ะ ไปถึงไหนกัน สำรวจแล้วก็ไม่ไปไหน เป็นควายพันหลักอยู่กับเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ กับเรื่องนิรโทษทักษิณ โลกมันหมุนเปลี่ยนทิศจนระส่ำทั้งโลก บ้างจับขั้วใหม่ บ้างแสวงหาทางรอด-ทางใหม่กันให้จ้าละหวั่น
    มีแต่ไทยนี่แหละครับ บริหารเหมือนสุนัขมีกระป๋องผูกหาง แล้วไล่วน ไล่งับอยู่นั่นแหละ จะครบขวบปี ก็คงสภาพสุนัขไล่งับหางตัวเองอยู่อย่างนั้น ไม่เปลี่ยน!
    แก้รัฐธรรมนูญ ล้างโทษทักษิณ ส่งคนตัวเองเข้าคุมรัฐวิสาหกิจ กิจการรัฐ ฟัดให้จมเขี้ยว ประชานิยมร้อยแปด รับจำนำข้าวจน ธ.ก.ส.ใกล้เจ๊งคาตา กำลังเขม้นเขมือบแหล่งใหม่หมายออมสิน ทั้งกู้แล้ว และกำลังจะกู้อีก สารพัด-สารเพ นัวเนียอยู่กับตัวเลข ๓๕-๖๐%
    โครงการจำนำข้าวเปลือก ๑๕,๐๐๐บาท/ตัน หอมมะลิ ๒๐,๐๐บาท/ตัน ขีดเส้นใต้กันไว้เลย จะสร้างความวิบัติให้ทั้งตลาดข้าวไทย ทั้งความฉิบหายสูญเปล่ากับเงินหลวง แต่จะสร้างความร่ำรวยวันนี้ อัปปรีย์วิบัติวันหน้า ให้พ่อค้ากับนักการเมืองบางกลุ่ม 
    ภาษาสเปนนี่ มีศัพท์ใช้บ่งบอกเพศได้ แต่ภาษาอังกฤษ คำว่า "คอรัปชั่น" เมื่อใช้กับเพศหญิง เขาเรียกว่าอะไร ผู้ชำนาญด้านภาษาศาสตร์ช่วยบอกเอาบุญทีเถอะ?
    มัน DNA เดียวกันทั้งโคตรจริงๆ!
    มีอยู่เรื่องที่ผมทุเรศจนไม่อยากพูดถึง เห็นในหน้าหนังสือพิมพ์ก็รีบพลิกผ่าน เห็นจากข่าวโทรทัศน์ก็รีบกดรีโมต นั่นคือข่าวอันเป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาล ของพรรคเพื่อไทย และของรัฐมนตรีกลาโหม เพื่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศ
    คือรัฐมนตรีกลาโหม "พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต" ท่านลงทุนสืบเสาะ ค้นหาเอกสาร-หลักฐานทำงานชิ้นนี้ด้วยตัวเอง นับเป็นเกียรติประวัติสูงสุดของรัฐบาล ของกลาโหม ของกองทัพนับตั้งแต่มีประเทศไทยมา 
    เพื่อนำไปใช้มัดตัว ผู้มีพฤติกรรมอาจเข้าข่ายบ่อนทำลายความมั่นคงชาติ มีพฤติกรรมแยกชาติ-แยกประชาชน กระทำเหมือนไม่มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ต่อกองทัพและต่อประชาชน
    เพราะบังอาจ "หนีเกณฑ์ทหาร"!?
    ผู้ถูกกล่าวหานั้นก็คือ "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์"......ท่านรัฐมนตรีกลาโหมครับ ผมอาย ด้วยอัปยศ-อดสูแทนตำแหน่งของท่านจริงๆ เรื่องกะโหลก-กะลาแค่นี้ ถึงแค่ระดับ "ครูอังคณา" ก็เหลือรับประทานแล้วครับ...ท่านพลอากาศเอกสุกำพล สุวรรณทัตครับ
     ไม่พูดถึงตัวบุคคลว่าเป็น นาย ก. นาย ข. นาย ค.หนีทหาร จะจริงหรือไม่จริงเป็นอีกเรื่อง มุ่งเฉพาะประเด็น "คนหนีเกณฑ์ทหาร" ผมขอถามคนระดับนายพลอากาศเอก ระดับรัฐมนตรีกลาโหมหน่อยเถอะว่า
    มันเป็นเรื่องสำคัญใหญ่โต "ระดับชาติ" ที่แต่ละกองทัพต้องรายงานให้รัฐมนตรีกลาโหมพิจารณาสั่งการเพื่อปฏิบัติในแต่ละราย หรือรัฐมนตรีกลาโหมต้องลงไปทำหน้าที่ตั้งแต่ระดับเสมียนทะเบียนพลค้นด้วยตัวเอง ขนาดนั้นเชียวหรือครับ?
    และทั้งประเทศ ในบัญชีเกณฑ์ทหาร บก-เรือ-อากาศ เขารายงานชายฉกรรจ์ที่ "หนีเกณฑ์ทหาร" ทั้งหมด เอาแค่ในรอบ ๒๐ ปีพอ มันมีแค่ราย "นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" คนเดียวเท่านั้นหรือครับ....ท่านรัฐมนตรี กห.?
    หรือมีเป็นหมื่น-เป็นแสนคน ถ้าเช่นนั้น ด้วยเหตุผลใด คนระดับรัฐมนตรีกลาโหมคือท่าน จึงต้องลงมาเต้นแร้ง เต้นกา จากเสนาบดี ลงมาแสดงบทไพร่ราบ-พลเลว แถลงข่าว ออกข่าว ค้นหาหลักฐานด้วยตัวเอง ยืนยัน ปักใจ ใช่แน่ ด้วยเอกสารว่า "เฉพาะไอ้คนนี้" มันหนีทหาร?
    ถ้าอ้างว่า เพราะไอ้คนนี้มันชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องตรวจสอบเป็นพิเศษ!
    อ้าว...ถ้าแบบนี้มันก็ ๒ มาตรฐานน่ะซีครับ!?
    ระวังนะ....เรื่องนี้ต้องถึงท่านพี่ไพร่จตุพรแน่ๆ เพราะท่านพี่ไพร่จตุพร เกลียดและด่าพวก ๒ มาตรฐาน ยิ่งกว่าเกลียดและด่าหมาขี้เรื้อนซะอีก การเลือกทำ-เลือกปฏิบัติ ชนิดมีเจตนาใช้อำนาจหน้าที่ไม่สุจริต มุ่งประโยชน์ทางการเมืองแห่งตนและพวกพ้องเช่นนี้
    เสียหลักการไพร่ เขาจะหาว่าท่านเป็น "แดงเทียม" นะ จะบอกให้!
    แล้วมันจะเสียเกียรติประวัติ "พลอากาศเอก" ผู้แดงทั้งกาย-แดงทั้งใจ ชีพนี้พลีให้เพื่อทักษิณเป็นใหญ่ใน "แดงทั้งแผ่นดิน"!
    แต่ก็ดีครับ ขยันขันแข็งไม่ว่างานเล็ก-งานใหญ่ งานขี้ฝุ่นใต้เกือกท่านก็ยังให้ความสำคัญ แล้วงานเป็นอนาคตประเทศชาติอย่างปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนใต้นั่นล่ะครับ ระดับ รมว.กห.ลงไปคลำ คร่ำเคร่งค้นหาทางแก้ ทางป้องกันอะไรให้พอได้เห็นว่า ประเทศไทยมีรัฐมนตรีกลาโหมที่มีกึ๋นบ้างหรือยังครับ? 
    และปัญหาพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรของไทยรอบปราสาทพระวิหาร ที่ชาติมหาอำนาจกำลังเข้ามาเป็น "ตาอยู่" คว้าเอาหัวพุง-หัวมันด้านผลประโยชน์ทั้งในพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย และทั้งพื้นที่ ๔.๖ ตร.กม.ไปกินน่ะ รัฐมนตรีกลาโหมไทย แสดงบทบาทอะไรให้คนไทยเมื่อได้ยินชื่อ "พล.อ.อ.สุกำพล" แล้วไม่หลงเข้าใจว่า....
    นั่นคือ "รัฐมนตรีกลาโหมเขมร?"
    และในฐานะยศ "พลอากาศเอก" บ่งบอกมาจาก "กองทัพอากาศ" ไหนๆ ก็ขยันตรวจสอบเพื่อความถูกต้อง-ชอบธรรม เป็นการพิทักษ์ประโยชน์ชาติสมตำแหน่งรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลบริหารประเทศ แค่เรื่องหนีเกณฑ์ทหารอันแสนจะขี้หมายังสนใจ
    แล้วเรื่องรันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิที่เพื่อนรักท่าน "สมัยเป็นนายกฯ" ทำกันไว้แค่ ๖ ปีก็พังป่นปี้ อันไม่มีมาตรฐานก่อสร้างไหนในโลกปรากฏ ขณะนี้เครื่องบินจะลงแต่ละที ต้องบินวนเผาน้ำมันทิ้งวันละ ๓-๔ พันล้านนั่นน่ะ ไม่คิดจะตรวจสอบเหมือนตรวจสอบอภิสิทธิ์หนีทหารบ้างหรือ?
    ไอ้พวกกะทือในเพื่อไทยนั่นด้วย รันเวย์งบเป็นหมื่น-เป็นแสนล้าน ชุ่ยทำ-เร่งเปิดเอาหน้า ใช้ ๖ ปีพัง กับชายไทยคนหนึ่งไม่เป็นทหารเกณฑ์ แยกกันไม่ออกหรือว่า "เรื่องไหนสำคัญกว่า" ที่รัฐบาลสุนัขไล่งับหางควรตรวจสอบ!?


แหล่งข่าว http://www.thaipost.net/news/250712/60099

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554

จับตารัฐบาลกายไทยใจเขมร? ขายอธิปไตยชักศึกเข้าบ้านแลกผลปย. (ผ่าประเด็นร้อน)

จับตารัฐบาลกายไทยใจเขมร? ขายอธิปไตยชักศึกเข้าบ้านแลกผลปย. (ผ่าประเด็นร้อน)

ช่วงนี้เครือข่ายระบอบทักษิณนำทีมโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี-นายใหญ่ตัวจริง และรัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่ฝ่ายนิติบัญญัติ นำทีมโดย นายสมเกียรติ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ฉายาขุนค้อน รวมทั้งเหล่าแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงต่างมุ่งหน้าสู่กัมพูชากัน อย่างพร้อมเพรียง โดยได้รับการต้อนรับจากสมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชาอย่างยิ่งใหญ่ อันสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นเนื้อเดียวกันของระบอบทักษิณ กับระบอบฮุนเซ็นอย่างลึกซึ้งชัดเจนประหนึ่งกัมพูชา คือ ประเทศที่สองของ เครือข่ายระบอบทักษิณ

สมเด็จฮุนเซ็น โอบกอด พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างดูดดื่มและประกาศเป็นพี่น้องกับอดีตนายกรัฐมนตรีผู้อื้อฉาวของไทย โดยพร้อมที่จะช่วยเหลือปกป้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ตลอดไป ซึ่งไม่น่าแปลกใจเพราะในอดีต สมเด็จฮุนเซ็น ถึงกับประกาศปกป้องไม่ยอมส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมารับโทษในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนตามคำร้องขอของรัฐบาลชุดที่แล้ว ซ้ำประกาศให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวของม็อบคนเสื้อแดง จน เกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองถึงสองครั้งท่ามกลางข่าวที่ว่ากองกำลังก่อการร้ายเสื้อแดงส่วนหนึ่ง ได้รับการฝึกการใช้อาวุธในกัมพูชา

นอกจากนี้ กัมพูชายังเป็นแหล่งซ่องสุมและหลบซ่อนตัวของบรรดาแกนนำคนเสื้อแดงคนสำคัญ ถูกออกหมายจับฐานก่อการร้าย โดยเฉพาะ นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ที่ได้รับการช่วยเหลือจากนายตำรวจมะเขือเทศหนีออกไปกบดานในกัมพูชา หลังเหตุการณ์กระชับพื้นที่จนม็อบคนเสื้อแดงสลายการยึดพื้นที่ย่านราชประสงค์ เมื่อเดือนพ.ค.ปีที่แล้ว

จึงไม่แปลกที่งานเลี้ยงต้อนรับเครือข่ายระบอบทักษิณภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยสมเด็จฮุนเซ็น จึงปรากฏตัวแกนนำคนเสื้อแดงคนสำคัญที่หนีหมายจับมาปรากฏตัวกันอย่างคับคั่ง อาทิ นายอริสมันต์ นายจักรภพ เพ็ญแข ที่ถูกออกหมายจับฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ต่างมาร่วม งานเลี้ยงขึ้นเวทีร้องเพลง โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ คอยเชียร์กันถึง หน้าเวทีและดื่มไวน์เสพสุขกันอย่างสุดเหวี่ยงจนหลังเที่ยงคืน

การที่ทางการกัมพูชาให้การปกป้องช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ และเหล่าแกนนำคนเสื้อแดงที่เป็นผู้ต้องหาก่อการร้ายและหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่าง นายอริสมันต์ และ นายจักรภพ จึงเป็นการท้าทายเหยียบย่ำหลักนิติรัฐของไทยและตบหน้ารัฐบาลไทยอย่างไม่ไว้หน้า แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์กลับสมคบกับรัฐบาลระบอบฮุนเซ็นย่ำยีศักดิ์ศรีแผ่นดินเกิดของตัวเอง โดยรัฐบาลแสดงท่าทีชัดเจนว่าจะไม่ประสานไปยังรัฐบาลกัมพูชา เพื่อขอให้ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นนักโทษหนีคุก และเหล่า แกนนำคนเสื้อแดงที่เป็นผู้ต้องหาก่อการร้ายกลับมารับโทษ ในไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

สมเด็จฮุนเซ็น ยังโชว์ปาหี่สร้างภาพให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยการจัดพิธีมอบเหรียญเกียรติยศสูงสุดในฐานะนักการเมืองดีเด่นแห่งเอเชีย ซึ่ง สมเด็จฮุนเซ็น อุปโลกน์ขึ้นเองให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และที่น่าสนใจคือจะมอบเหรียญเกียรติยศให้กับ นายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ ของระบอบทักษิณด้วย เช่นกัน ซึ่งความจริงไม่น่าแปลกใจเพราะ นายนพดล นี่แหละ ที่ลงนามในแถลงการณ์ร่วมยอมให้จดทะเบียนปราสาท พระวิหารเป็นมรดกโลก โดยใช้ชื่อกัมพูชาฝ่ายเดียวจนกลายเป็นปัญหาบานปลายมาจนทุกวันนี้ โดยกัมพูชาอ้างสิทธิ รุกล้ำแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร รอบปราสาทพระวิหารซึ่งเป็นของไทย

ในเรื่องพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร รอบปราสาท พระวิหาร ก็เกิดประเด็นที่ชวนให้สงสัย เพราะในการ เยือนกัมพูชาของนายกฯยิ่งลักษณ์ และพบหารือกับ สมเด็จฮุนเซ็น เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา สมเด็จฮุนเซ็น จู่ๆ ก็ประกาศว่า พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร รอบปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา และต้องการให้ไทยถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ซึ่งหลังจากที่ นายกฯยิ่งลักษณ์ เสร็จสิ้นการเยือนกัมพูชาและเดินทางกลับไทยได้ให้สัมภาษณ์หลุดปากแบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่าพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ไม่ใช่ของไทย แต่หลังจากที่ตกเป็นข่าวครึกโครมจนถูกวิพากษ์วิจารณ์ในวันต่อมาทีมงานของ นายกฯยิ่งลักษณ์ จึงรีบแก้ข่าว กลับลำทันทีผ่านเฟซบุ๊คโดยยืนยันในนาม นายกฯยิ่งลักษณ์ว่าพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร เป็นของไทย

ขณะที่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม ออกมายืนยันซ้ำว่า กำลังทหารไทยยังคงอยู่ในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร เพราะถือเป็นดินแดนไทย แต่ล่าสุดกลับมีรายงานข่าวว่าเมื่อกลางดึกวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา ไทยได้ ถอนกำลังรถถัง 17 คัน ที่รักษาอธิปไตยตามแนวชายแดนไทย- กัมพูชา บริเวณใกล้ปราสาทพระวิหารออกจากพื้นที่แล้ว โดยสื่อมวลชนถูกห้ามถ่ายภาพการถอนกำลังครั้งนี้อย่างเด็ดขาด

เพราะฉะนั้นคงต้องจับตาความเคลื่อนไหวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นหุ่นเชิดของระบอบทักษิณอย่างใกล้ชิดเพราะพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจของเครือข่ายระบอบทักษิณที่ส่อกายเป็นไทย ใจเป็นเขมรพร้อมทำทุกอย่างแม้กระทั่งการชักศึกเข้าบ้านและยอมขายอธิปไตยชาติเพื่อผลประโยชน์เพื่อให้บรรลุผลประโยชน์และแผนการของตัวเองโดยอาศัยกัมพูชาดุจแผ่นดินเกิดแห่งที่สอง เพื่อเป็นแหล่งซ่องสุมนำไป สู่การฟื้นระบอบทักษิณอย่างเต็มรูปแบบ

วันที่ 19/9/2011 แหล่งข่าวแนวหน้า

ระบอบทักษิณคิดเปลี่ยนประเทศ วางแผนสถาปนารัฐไทยใหม่? (ผ่าประเด็นร้อน)

ระบอบทักษิณคิดเปลี่ยนประเทศ วางแผนสถาปนารัฐไทยใหม่? (ผ่าประเด็นร้อน)
จุดยืนของเครือข่ายระบอบทักษิณจากอดีตตลอดช่วงที่ผ่านมา จวบจนปัจจุบันนับวันดูเหมือนจะสะท้อนเป้าหมายแจ่มชัดขึ้นทุกขณะ ในแนวคิดที่จะพร้อมจะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศไปสู่สิ่งที่ตัวเองอุปโหลกภายใต้ชื่อว่า"รัฐไทยใหม่"

ย้อนกลับไปในอดีตช่วงที่ม็อบเสื้อแดงออกมาแสดงพลังป่วนเมืองโดยเฉพาะในเหตุการณ์จลาจลทั่วกทม.และบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาเซียนและผู้นำชาติมหาอำนาจคู่เจรจาที่พัทยา เมื่อปี 2552 มาจนกระทั่งการชุมนุมยึดย่านราชประสงค์จนเป็นชนวนนำไปสู่การก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองเมื่อปีที่แล้ว บรรดาแกนนำคนเสื้อแดงไม่ว่าจะเป็น นายวีระกานต์(วีระ) มุสิกพงศ์ อดีตประธานคนเสื้อแดง นายธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธานคนเสื้อแดงคนปัจจุบัน นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำคนเสื้อแดงสายฮาร์ดคอร์ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองต่างออกมาส่งสัญญาณแนวคิดการทำสงครามล้มล้างระบอบอำมาตย์เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศเป็น "รัฐไทยใหม่"

ล่าสุดแนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงประเทศก็ถูกตอกย้ำอีกครั้งจากจากคำปราศรัยของ นายนิสิต สินธุไพร แกนนำคนเสื้อแดง ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนคนเสื้อแดงในโอกาสครบรอบ 5 ปีการรัฐประหารโค่นล้มระบอบทักษิณเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 โดยนายนิสิต ย้ำตอนหนึ่งว่า " ตราบใดที่โครงสร้างอำนาจยังถูกครอบงำโดยระบอบอำมาตย์ ยังรื้อระบอบอำมาตย์ไม่ได้ สถานการณ์ก็ยังไม่น่าไว้วางใจ "

ในการปราศรัย นายนิสิต พยายามชี้ว่า กองทัพยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญที่คอยพิทักษ์ระบอบอำมาตย์ ดังนั้นกลุ่มคนเสื้อแดงจึงขอเตือนไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ด้วยคำประกาศอย่างแข็งกร้าวอหังการว่า " ประยุทธ์ กูไม่กลัวมึง ไม่เกิน 10 ปีประเทศไทยจะมีประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบภายใต้การนำของประชาชนคนเสื้อแดง "

คำปราศรัยของ นายนิสิต จึงเป็นการสะท้อนเป้าหมายเบื้องลึกของขบวนการเครือข่ายระบอบทักษิณอย่างชัดเจนว่าต้องการที่จะอาศัยการจัดตั้งม็อบแดงทั้งแผ่นดินเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศโดยอ้างอุดมการณ์เพื่อประชาธิปไตยบังหน้า ทั้งๆ ที่เนื้อแท้เป็นประชาธิปไตยในแบบฉบับของระบอบทักษิณ โดยทักษิณและเพื่อทักษิณ



ที่ผ่านมาเครือข่ายระบอบทักษิณนอกจากโฆษณาชวนเชื่ออ้างอ้างอุดมการณ์ประชาธิปไตยบังหน้าเพื่อสร้างความชอบธรรมและขยายแนวร่วมแล้ว ยังใช้วาทกรรมเพื่อแบ่งแยกทางชนชั้นระหว่าง "ไพร่"กับ"อำมาตย์" หวังบิดเบือนกลบเกลื่อนความเลวร้ายและเป้าหมายที่แท้จริงของตัวเอง

ขณะเดียวกันระบอบทักษิณพยายามโจมตีบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือสถาบันหลักของชาติอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระต่างๆ สถาบันศาล กองทัพ สถาบันองคมนตรี หรือแม้แต่สถาบันเบื้องสูงโดยมีเป้าหมายเพื่อปูทางไปสู่การเปลี่ยนแปลง

เครือข่ายระบอบทักษิณอย่าง นพ.เหวง โตจิราการ สส.พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง ก็เคยเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยกเลิกคณะองคมนตรี ทั้งๆ ที่เป็นคณะบุคคลที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งเพื่อทำหน้าที่คอยถวายคำปรึกษา

ขณะที่แกนนำคนเสื้อแดงหลายต่อหลายคนก็เคยปราศรัยจวบจ้วงเบื้องสูงอย่างเหิมเกริมจนถูกดำเนินคดีไม่ว่าจะเป็น นายจักรภพ เพ็ญแข หรือ นายจตุพร พรหมพันธุ์

ที่น่าสังเกตุก็คือช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หลังการรัฐประหารโค่นล้มระบอบทักษิณเกิด ขบวนการบ่อนทำลายจาบจ้วงเบื้องสูงมาอย่างต่อเนื่องและเหิมเกริมมากขึ้นทุกขณะทั้งบนดินและใต้ดิน

การที่ม็อบคนเสื้อแดงล่ารายชื่อกว่า 2 ล้านชื่อ ยื่นถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกตั้งข้อสังเกตว่านี่คือเกมกดดันเบื้องสูงและดึงฟ้าลงต่ำ ขณะเดียวกันก็มีความเคลื่อนไหวเพื่อให้ยกเลิกมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยโทษฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ขณะที่ล่าสุดมีแนวคิดจากนักวิชาการสายคนเสื้อแดงภายใต้ชื่อ"กลุ่มนิติราษฎร์" ถึงกับเสนอให้นำพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราวหลังการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยโดยคณะราษฎรเมื่อ พ.ศ.2475 มาเป็นต้นแบบในการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เพราะฉะนั้นจากความเคลื่อนไหวของเครือข่ายระบอบทักษิณจึงส่อเจตนาและชี้ให้เห็นแนวโน้มแนวคิดความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่การสถาปนา"รัฐไทยใหม่"ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย แต่คำถามก็คือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศยอมรับและเห็นด้วยหรือไม่ และที่สำคัญระบอบทักษิณต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ตัวเองนั้นมีอะไรที่ดีกว่าระบอบเดิม และจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเมื่อเปลี่ยนแปลงแล้วจะนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเพราะเห็นๆ กันอยู่ว่าปูมเหลังเบื้องลึกของแกนนำคนในเครือข่ายระบอบทักษิณส่วนใหญ่ล้วนชั่วร้ายกักขฬะแทบจะทั้งสิ้น

ทีมข่าวการเมือง
วันที่ 21/9/2011 แหล่งข่าวแนวหน้า

วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ย้อนรอยอุบัติการคุกคามสื่อ จากยุคทักษิณถึงยิ่งลักษณ์ (ผ่าประเด็นร้อน)

ย้อนรอยอุบัติการคุกคามสื่อ จากยุคทักษิณถึงยิ่งลักษณ์ (ผ่าประเด็นร้อน)
เหล่าคนเสื้อแดงสาวกระบอบทักษิณที่ให้การสนับสนุนรัฐบาลหุ่นเชิดภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีนับวันจะแสดงให้เห็นถึงความเหิมเกริมหลังชิงอำนาจรัฐครองเมืองได้สำเร็จด้วยการแสดงพฤติกรรมถ่อย ดิบ เถื่อนมากขี้นทุกขณะโดยล่าสุดคุกคามข่มขุ่สื่อมวลชนสายการเมืองที่ถูกมองว่าคอยจี้ใจดำทำลายภาพพจน์ของนายกฯยิ่งลักษณ์

พฤติกรรมถ่อย ดิบ เถื่อนคุกคามข่มขู่สื่อมวลชนของขบวนการเสื้อแดงครั้งนี้ทำให้สื่อมวลชนสายการเมืองทั้งวิทยุ โทรทัศน์และหนังสือพิมพ์กว่า 100 คนถึงกับต้องเข้าชื่อกันเป็นบัญชีหางว่าวทำจดหมายเปิดผนึกยื่นต่อ นายกฯยิ่งลักษณ์ เพื่อร้องเรียนกรณีที่มีกลุ่มคนเสื้อแดงที่ประกาศตัวสนับสนุนพรรคเพื่อไทยได้แสดงความไม่พอใจผู้สื่อข่าวสาวสายการเมืองของสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 รายหนึ่งที่ติดตามทำข่าว นายกฯยิ่งลักษณ์ ถึงกับข่มขู่คุกคามด้วยการส่งฟอร์เวิร์ดเมลแพร่ภาพถ่าย ชื่อนามสกุล ของผู้สื่อข่าวสาวและยุยงให้มวลชนคนเสื้อแดงหากพบหน้าเมื่อไหร่ก็ให้จัดการกับนักข่าวสาวรายนี้ทันที

กลุ่มนักข่าวสายการเมืองที่ร่วมลงชื่อกว่า 100 คนเห็นว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเป็นการคุกคามสิทธิ เสรีภาพหน้าที่สื่อมวลชน จึงขอเรียกร้องให้ นายกฯยิ่งลักษณ์ ดำเนินการกับกลุ่มคนเสื้อแดงดังกล่าว

การข่มขู่คุกคามสื่อมวลชนของกลุ่มคนเสื้อแดงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ก่อนหน้านี้ผู้สื่อข่าวสาวของสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ซึ่งติดตามทำข่าว นายกฯยิ่งลักษณ์ รายนี้ได้ซักถามระหว่างการให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่รัฐบาลกำหนดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นนโยบายเร่งด่วนถือเป็นการทำโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลบล้างโทษความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นพี่ชายของ นายกฯยิ่งลักษณ์ หรือไม่ปรากฏว่าสร้างความไม่พอใจแก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถึงกับเดินหนีไม่ยอมตอบคำถาม โดยมีรายงานข่าวระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้สั่งให้คนใกล้ชิดตรวจสอบว่าผู้สื่อข่าวสาวที่ซักถามคนดังกล่าวชื่ออะไรและสังกัดสื่อสำนักไหน



ถ้าจะว่าไปแล้วการทำหน้าที่สัมภาษณ์ซักถามผู้นำประเทศซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะอย่างตรงไปตรงมาในประเด็นซึ่งน่าสนใจและสาธารณชนควรได้รับรู้ถือเป็นการทำหน้าที่ของสื่อมืออาชีพที่สมควรเป็นแบบอย่างและหาได้น้อยเต็มทีสำหรับสื่อไทยยุคปัจจุบัน

อุบัติการณ์ทุกคามสื่อที่เกิดขี้นในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำให้นึกไปถึงการข่มขู่คุกคามสื่อด้วยวิธีการต่างๆยุค พ.ต.ท.ทักษิณ เรืองอำนาจมีการใช้กลไกรัฐโดยเฉพาะสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ป.ป.ง.) กลั่นแกล้งตรวจสอบทรัพย์สินเจ้าของหรือผู้บริหารหนังสือพิมพ์หลายฉบับรวมทั้งแกนนำองค์กรภาคเอกชน(เอ็นจีโอ) ตลอดจนผู้ที่ไม่ยอมสยบและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ขณะเดียวกันก็ใช้เงินและผลประโยชน์ซื้อสื่อโสเภณีบางสำนัก บางคนให้เป็นกระบอกเสียงทาสรับใช้

เมื่อหันมาดูพฤติกรรมถ่อยดิบเถื่อนของสาวกขบวนการระบอบทักษิณและกลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาได้สร้างความหายนะย่อยยับทิ้งไว้ให้กับชาติบ้านเมืองอย่างไม่อาจลืมเลือนนับตั้งแต่เมื่อปี 2552 ม็อบเสื้อแดงก่อจลาจลทั่วกทม.และนำรถแก๊สเตรียมระเบิดเผาเมือง บุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาเซียนและผู้นำชาติมหาอำนาจคู่เจรจาที่พัทยา รวมทั้งบุกกระทรวงมหาดไทยหมายสังหารนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ตามด้วยในปี 2553 มีการก่อการร้ายลอบก่อวินาศกรรมด้วยการลอบวางระเบิดและยิงด้วยเครื่องยิงกระสุนระเบิดแบบเอ็ม 79 ใส่สถานที่ต่างๆแทบจะรายวัน ขณะที่ม็อบคนเสื้อแดงสร้างสถานการณ์ยั่วยุยึดย่านราชประสงค์เพื่อจุดชนวนก่อสงครามกลางเมืองมุ่งชิงอำนาจรัฐ โดยมีกองกำลังติดอาวุธร่วมปฏิบัติก่อการร้ายจนนำไปสู่การลุกฮือเผาทั่วกทม.และศาลากลางจังหวัด 3 แห่งจนราบเป็นหน้ากลอง

หรือกรณีล่าสุดที่กลุ่มคนเสื้อแดงที่ไปชุมนุมเชียร์รัฐบาลยิ่งลักษณ์อยู่หน้ารัฐสภารุมทำร้ายอดีตนักศึกษาสถาบันราชภัฏ 2 คนที่ไปวางหรีดประท้วงการทำหน้าที่ไม่เป็นกลางของ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฏรก็สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมถ่อย ดิบ เถื่อนของกลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งเป็นเครือข่ายของระบอบทักษิณได้เป็นอย่างดี

เพราะฉะนั้นในเมื่องก่อการร้ายเผาประเทศเพื่อคนๆเดียวที่โกงบ้านผลาญเมืองและสร้างภาพเป็นนักประชาธิปไตยจอมปลอมก็ทำมาแล้ว เพราะฉะนั้นมีเรื่องชั่วช้าเลวทรามอะไรอีกที่ทำไม่ได้ อย่าว่าแต่การคุกคามสื่อมันเรื่องจิ๊บจ๊อย อย่างไรก็ตามนักสังเกตุการณ์ทางการเมืองเตือนว่า นี่แค่เริ่มต้นของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็เริ่มเห็นสัญญาณของความแตกแยกแทนที่จะเป็นการสร้างความปรองดองเสียแล้ว และการเกิดปรากฏการณ์ถ่อยดิบเถื่อนคุกคามสื่อเหมือนเป็นลางบอกเหตุ เพราะในอดีตไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนก็ตามที่เปิดศึกคุกคามสื่อไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม รัฐบาลชุดนั้นมักจบแบบไม่สวยเลยสักราย

ทีมข่าวการเมือง
วันที่ 27/8/2011 แนวหน้า

วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554

อัปยศขรก.ทาสรับใช้นักการเมือง (บทบรรณาธิการ)

ข้าราชการที่ดีนั้นต้องทำหน้าที่รับใช้ประชาชนและประเทศชาติด้วยความซื่อสัตย์ สุจิต เที่ยงตรง เสมอภาคและกระตืนรือร้น โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้วัตถุนิยมและความเห็นแก่ตัวของผู้คนรวมถึงข้าราชการมีเพิ่มมากขึ้นจนเป็นที่มาของการรับสินบน ทุจริตคอร์รัปชั่น รวมทั้งการทำตัวเป็นทาสรับใช้นักการเมืองที่เข้ามามีอำนาจบริหารประเทศ

กรณีล่าสุดที่สะท้อนการทำตัวเป็นหลิวลู่ลมเอาใจนักการเมืองของข้าราชการบางคน อย่างน่าอดสู อาทิ กรณีก่อนหน้านี้ยังไม่ทันที่รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศอย่างเป็นทางการและยังไม่ทันที่รัฐบาลจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา แต่ปรากฏว่าบรรดาข้าราชการบางหน่วยงานที่ทำตัวเปลี่ยนสีเสนอตัวเป็นทาสรับใช้นักการเมืองอย่างออกหน้าออกมาด้วยการรีบออกมาแสดงบทบาทเชลียร์เอาใจโดยชงเรื่องสนองความต้องการของนักการเมืองแบบไม่ต้องสั่ง โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์หรือผลกระทบที่จะเกิดกับชาติบ้านเมืองรวมทั้งความถูกต้องชอบธรรมใดๆ ทั้งสิ้น

ตัวอย่างหนึ่งก็คือ กรณีที่มีข่าวว่าข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศบางหน่วยงานหวังเอาใจรัฐบาลยิ่งลักษณ์ด้วยการชงเรื่องถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่จากพรรเคพื่อไทยถึงขั้นตอนการปฏิบัติเพื่อยกเลิกคำสั่งเพิกถอนหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซี่งทำในรัฐบาลชุดที่แล้ว

อีกกรณีหนึ่งก็คือ กรณีที่จู่ๆหลังจากที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งทั่วไปและกำลังจะเข้ามามีอำนาจบริหารประเทศ ผู้บริหารของกรมสรรพากรรีบออกมาชี้ขาดและแถลงว่าจะไม่มีการยื่นอุทธรณ์เพื่อเรียกเก็บภาษีมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท ทั้งจาก นายพานทองแท้ ชินวัตร พิณทองทา ชินวัตร รวมทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ กรณีทำนิติกรรมอำพรางในการซื้อขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ทั้งๆ ที่กระทรวงการคลังยืนยันว่าเรื่องนี้จะต้องดำเนินการสู้คดีเพื่อรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดินให้ถึงที่สุด

ขณะที่อีกหลายหน่วยงาน อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) หรือฝ่ายอัยการดูจะเพิกเฉยใส่เกียร์ว่างไม่แสดงความกระตือรือร้นเพื่อดำเนินการถอดยศ หรือติดตามจับกุมหรือดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยเฉพาะการถอดยศของ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกาเคยมีมีความเห็นชี้ขาดส่งไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้วถึง2 ครั้ง ให้ถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณเพราะถูกศาลพิพากษาจำกคุก แต่จนบัดนี้เวลาผ่านมานานนับปีเรื่องกลับถูกเก็บเงียบหายจนไร้วี่แวว

พฤติกรรมใส่เกียร์ว่างทำตัวเป็นทาสรับใช้สมคบกับนัการเมืองเลวของเหล่าข้าราชการบางกลุ่มถือเป็นความอัปยศอดสูและแบบอย่างอันเลวร้ายต่อสถาบันข้าราชการ ตลอดจนเป็นตัวถ่วงการพัฒนาระบบข้าราชการภายใต้หลักธรรมาภิบาล รวมทั้งถือเป็นมะเร็งร้ายที่บ่อนทำลายชาติบ้านเมือง ดังนั้นสังคมสมควรประณาม ตรวจสอบ เปิดโปง ร้องเรียนข้าราชการตลอดจนนักการเมืองเลวประเภทนี้และช่วยกันหาทางกำจัดให้หมดสิ้นไป
วันที่ 16/8/2011 แนวหน้า

ข่าวศพปริศนาคนเสื้อแดงจู่ๆโผล่ ตัวช่วยกลบข่าวลบรัฐบาลปู (ผ่าประเด็นร้อน)

ขณะที่รัฐบาลภายใต้การนำของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กำลังถูกรุกไล่อย่างหนักจากปัญหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นพี่ชาย ที่ย่ามใจทำตัวเป็นสายล่อฟ้า จนล่าสุดพรรคประชาธิปัตย์เตรียมยื่นถอดถอน นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล พร้อมดำเนินคดีอาญาและอาจขยายผลไปถึง ยิ่งลักษณ์ ฐานใช้อำนาจหน้าที่ให้การช่วยเหลือพ.ต.ท.ทักษิณซึ่งเป็นนักโทษหนีคุกจนสามารถเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นทั้งๆ ที่รัฐบาลยังไม่ทันแถลงนโยบายต่อรัฐสภา แต่แล้วจู่ๆ ก็มีข่าวครึกโครมขึ้นมากลบกระแสข่าวที่มีแต่ด้านลบของรัฐบาลยิ่งลักษณ์โดยมีข่าวการพบศพปริศนา 169 ศพ ที่ถูกฝังไว้ในพื้นที่จ.ระยอง ซึ่งในจำนวนศพที่พบมีความพยายามสร้างข่าวว่าเป็นคนเสื้อแดงที่หายสาบสูญไปรวมอยู่ด้วย

ตามข่าวระบุว่า พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการสำนักกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับคำสั่งจาก พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.คมนาคม และ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้เดินทางไปตรวจสอบศพปริศนาที่จ.ระยอง เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากคนเสื้อแดงซึ่งใกล้ชิดกับ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง

พล.ต.ท.ชัจจ์ ยอมรับว่าได้สั่งผ่านให้ตำรวจไปตรวจสอบเพราะสงสัยว่าอาจจะมีคนเสื้อแดงถูกฆ่าแล้วนำศพไปซุกซ่อน ซึ่งหากเป็นเรื่องจริงเรื่องนี้เป็นงานใหญ่แน่

ข้อน่าสังเกตชวนให้สงสัยก็คือ พล.ต.ท.ชัจจ์ เป็นรมช.คมนาคม แต่ทำไมถึงมายุ่งเกี่ยวเอาจริงเอาจริงกับเรื่องนี้ถึงขนาดสั่งผ่านให้ตำรวจไปตรวจสอบ

หากวิเคราะห์ข่าวครึกโครมที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามและข้อน่าสังเกตมากมาย ซึ่งสำหรับ พล.ต.ท.สัณฐาน นั้นถือว่าปฏิบัติตามหน้าที่ตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา แต่เมื่อวิเคราะห์ดูตัวละครคนอื่นๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องราวครั้วนี้จะพบว่าล้วนอยู่ในขบวนการคนเสื้อแดง หรือคนใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งสิ้น



เริ่มจาก พล.ต.ท.ชัจจ์ ก็รู้กันอยู่ว่าเป็นแกนนำพรรคเพื่อไทยที่ให้การสนับสนุนคนเสื้อแดงและเป็นหนึ่งในผู้ที่ตกเป็นข่าวถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจร่วมวางแผนอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองเมื่อปีที่แล้ว

ส่วนที่อ้างว่าการตรวจสอบศพปริศนาครั้งนี้ เพราะได้รับการร้องเรียนจากคนเสื้อแดงที่ใกล้ชิด นายณัฐวุฒิ ก็ยิ่งทำให้เกิดข้อน่าสงสัยในความน่าเชื่อถือ

ตัวละครสำคัญคนต่อมาก็คือ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ซึ่งเป็นผู้ที่สั่งให้มีการตรวจสอบศพปริศนาที่ใครๆ ก็รู้ว่านายตำรวจผู้นี้ก็คือ พี่ชายของ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร อดีตภริยาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งยังมีอิทธิพลบทบาทในฐานะ นายหญิง ผู้อยู่เบื้องหลังรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ผู้นี้อีกนั่นแหละที่มีข่าวลือสะพัดก่อนหน้านี้ว่ากำลังได้รับการผลักดันให้ขึ้นนั่งเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่

เมื่อหันมาวิเคราะห์ความน่าจะเป็นถึงศพปริศนาที่พยายามสร้างเรื่องให้เป็นข่าวใหญ่ขึ้นมาน่าสังเกตว่า หากเป็นศพคนเสื้อแดงที่หาบสาบสูญไปในช่วงเหตุการณ์จลาจลทั่ว กทม.เมื่อปี 2552 หรือเหตุการณ์เผาบ้านทำลายเมืองเมื่อปีที่แล้วจริงคนเสื้อแดงก็คงออกมาเคลื่อนไหวเอาเป็นเอาตายไปนานแล้ว เพราะแม้แต่เรื่องไม่ว่าลับสุดยอดขนาดไหนแกนนำคนเสื้อแดงซึ่งมีตำรวจมะเขือเทศและทหารแตงโมเป็นสายลับก็เคยนำเรื่องลับสุดยอดของทางราชการออกมาแฉเป็นฉากๆ แม้ขนาดไม่มีเรื่องก็ยังปั้นน้ำเป็นตัวเปิดประเด็นให้เป็นเรื่องใหญ่โตก็เคยมีให้เห็นมาแล้วหลายครั้ง

ในอดีตแกนนำคนเสื้อแดงอย่าง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ก็เคยออกมาสร้างเรื่องทหารขนศพคนเสื้อแดงขึ้นรถบรรทุกทหารไปทิ้ง หรือนำไปเผาตามวัดหลายแห่งทั่วกรุง ซึ่งในเวลาต่อมาก็ได้รับการพิสูจน์ยืนยันว่าเป็นเรื่องเท็จทั้งเพ หรือกรณีเทบลัฟที่อ้างว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี สั่งการให้ทหารปราบปรามคนเสื้อแดงซึ่งในเวลาต่อมาก็ได้รับการพิสูจน์ชัดเจนว่าเป็นเทปตัดต่อ

เพราะฉะนั้นหากศพปริศนาที่อ้างว่าเป็นศพคนเสื้อแดงครั้งล่าสุดนี้เป็นเรื่องจริง เหล่าแกนนำคนเสื้อแดงก็คงไม่ปล่อยโอกาสให้เรื่องเงียบหายมาจนป่านนี้ และที่ผ่านมาก็ไม่เห็นกลุ่มคนเสื้อแดงออกมาให้ความสนใจเคลื่อนไหวเรื่องคนเสื้อแดงที่สูญหายอย่างจริงๆจังๆ

กรณีศพปริศนาที่จ.ระยองครั้งนี้ คงต้องจับตาดูต่อไปว่าจะจบอย่างไร และได้แต่หวังว่าจะไม่มีการจัดฉากสร้างเรื่องเพื่อนำมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้ามเพราะหากทำเช่นนั้นก็คงเป็นเรื่องใหญ่ตามมาอย่างที่ พล.ต.ท.ชัจจ์กล่าวไว้ แน่นอน โดยล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก มาส่งสัญญาณแล้วว่าเรื่องนี้อย่าเพิ่งด่วนสรุปต้องพิสูจน์ให้แน่ชัดซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่แน่ๆ ครึกโครมนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่หันเหความสนใจของประชาชนและสื่อมวลชนจากข่าวด้านลบของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไปได้มากทีเดียว

ทีมข่าวการเมือง
วันที่ 20/8/2011 แนวหน้า